บ้านพิษณุโลก

บ้านพิษณุโลก (ชื่อเดิมว่า บ้านบรรทมสินธุ์) ตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก เขตดุสิต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างขึ้นโดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อพระราชทานแก่มหาเสวกเอก พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) บนเนื้อที่ ๕๐ ไร่ ติดกับกรมอัศวราช (ที่ตั้งเดิมของราชตฤณมัยสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์) และทรงใช้เป็นที่เสด็จส่วนพระองค์ ในโอกาสทอดพระเนตรหรือทรงเล่นกีฬาต่าง ๆ

มหาเสวกเอก พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา เริ่มรับราชการเป็นมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายสุนทรมโนมัย (มหาดเล็กหุ้มแพร) นายม้าต้นแห่งกรมอัศวราช (กรมม้าหลวงรักษาพระองค์แห่นําตามเสด็จฯ) แล้วเลื่อนขึ้นเป็นหลวงศักดินายเวร เป็นเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหน้าห้องที่พระบรรทม จากนั้นเป็นจางวางเอก 

พระยาอนิรุทธเทวา อธิบดีกรมมหาดเล็ก กับผู้บัญชาการกรมมหรสพ (อธิบดีกรมศิลปากรในปัจจุบัน) และต่อมาเป็นนายพลตรี ผู้บัญชาการทหารวังวปร กับรองสมุหราชองครักษ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่งเครื่องยศมหาดเล็กชั้นมหาเสวกเอก เทียบเท่าตําแหน่งมหาอํามาตย์เอกในสมัยนั้น

บ้านพิษณุโลกก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยสถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งว่างจากงานก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม บ้านพิษณุโลกจึงเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียน บาโรค (Italian Baroque) มีการขุดสระใหญ่เพื่อเอาดินมาถมที่สร้างอาคารหลังใหญ่ นําหินจากราชบุรีและสระบุรีมาทําฐานราก และได้สร้างเรือนคู่ใจ เป็นที่อยู่อาศัยของพระยาอนิรุทธเทวาและครอบครัวระหว่างที่สร้างตึกใหญ่ และนอกจากสร้างตึกใหญ่เป็นประธานแล้วยังสร้างอาคารบริวารขึ้น งานก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘

อาคารต่าง ๆ ในบ้านพิษณุโลก :
- ตึกใหญ่ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ รูปแบบอาคารเป็นแบบเวเนเชียน โกธิค รีไววัล (Venetian Gothic Revival) เป็นอาคาร ๓ ชั้น มีห้องใต้ดินชั้นล่าง ห้องโถงใหญ่สําหรับ นั่งเล่น และห้องรับแขก ๒ ห้อง ด้านหลังห้องรับแขกเป็นห้องบัตเลอร์คอยรับใช้ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแขก ชั้น ๒ เป็นห้องนอนทั้ง ๒ ด้าน ส่วนชั้น ๓ เป็นห้องพระใหญ่ ใต้โดมหน้าตึก ด้านหลังห้องพระเป็นห้องนอนซึ่งเปิดออกสู่ดาดฟ้า สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบทิศห้องทุกห้อง ภายในบ้านมีเพดานสูงเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก บนเพดานมีภาพเขียนสีฝุ่นงดงามมาก ตรงกลางเพดานมีโคมไฟห้อยระย้า ซึ่งเป็นพวงแก้วผลึกสีต่าง ๆ แขวนอยู่ ผนังภายนอกและภายในมีลวดลายปูนปั้นหรือไม้แกะสลักตกแต่งอย่างสวยงาม สําหรับบันไดบ้านนั้นเป็นบันไดวนที่ไม่มีเสารองรับแม้แต่ต้นเดียว รัฐบาลเปลี่ยนชื่อจาก “ตึกใหญ่” เป็น “ตึกไทยพันธมิตร” ใช้เป็นที่พํานักของนายกรัฐมนตรี และต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือน

- เรือนเย้าใจ เป็นตึก ๒ ชั้น อยู่ด้านหลังตึกใหญ่ มีสะพานกว้างเชื่อมต่อกับตึกใหญ่ทั้งชั้นล่างและชั้นบนเสมือนตึกเดียวกัน หน้าเรือนเข้าใจมีสระน้ำเล็ก ๆ ปลูกบัววิกตอเรีย ประดับรูปตุ๊กตาโรมันสามสาวอยู่กลางสระ เรือนเย้าใจใช้เป็นที่ซ้อมละครบทพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ ของคณะละครบรรทมสินธุ์ รัฐบาลใช้เรือนเย้าใจเป็นสถานที่รับรองผู้ติดตามอาคันตุกะ และสํารองไว้เป็นพื้นที่ใช้สอยสําหรับคณะทํางานของนายกรัฐมนตรี

- เรือนคู่ใจ สถานที่รับรองนายกรัฐมนตรีในลักษณะส่วนตัว เป็นอาคารเรือนไม้ มีเฉลียงใหญ่ริมสระน้ำ โดดเด่นด้วยลวดลายจากผนังลูกฟักไม้ และลายจากการตีฝาไม้แผ่นในแนวนอนเหมือนบ้านไม้ทั่วไป

- เรือนกลัมภากร เดิมเป็นที่อยู่ของแม่บ้านและแม่ครัวผู้ดูแลบ้านบรรทมสินธุ์ทั้งหมด ปัจจุบันเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่ดูแลสวนและเรือนเพาะชํา เป็นอาคารไม้ เน้นลวดลายจากผนังลูกฟักไม้และลายจากการตีฝาไม้แผ่นในแนวนอนเหมือนบ้านไม้ทั่วไป

- ตึกธารกํานัล เป็นอาคารชั้นเดียวลักษณะเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ ตกแต่งฝ้าเพดานด้วยการเขียนสีเป็นลวดลายที่วิจิตรบรรจง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เป็นที่เสด็จฯ แบบส่วนพระองค์ และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรหรือทรงกีฬาต่าง ๆ เช่น เทนนิสกับข้าราชบริพารและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรดการทรงม้าเล่นโปโล (ตีคลี) แบบอังกฤษ รัฐบาลใช้เป็นสถานที่จัดประชุมสัมมนา หรืองานจัดเลี้ยงใหญ่ในโอกาสสําคัญ เช่น ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน หรืองานภารกิจทางการเมืองที่สําคัญ

- เรือนโสภา เป็นอาคารเรือนไม้เน้นลวดลายจากผนังลูกฟักไม้ เป็นสถานที่ทํางานและพักผ่อนของส่วนรักษาความปลอดภัย บริเวณโดยรอบบ้านมีสนามและสวนยุโรปที่สวยงาม ด้านหลังมีสระน้ำขนาดใหญ่ปลูกบัวและเลี้ยงปลานานาชนิด หน้าบันมีรูปปั้นนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชทาน เป็นเครื่องหมายประจําตระกูล ประดิษฐานอยู่บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุ

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ สมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ซื้อไว้เป็นบ้านรับรองของรัฐบาล ซึ่งพระยาอนิรุทธเทวาได้แบ่งขายให้ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด รัฐบาลใช้เป็นที่ทําการ “กรมประสานงานไทย - ญี่ปุ่น” เรียกตึกใหญ่ว่า ตึกไทยพันธมิตร เปลี่ยนชื่อจากบ้านบรรทมสินธุ์ เป็นบ้านพิษณุโลก ตามชื่อถนน ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง พระยาอนิรุทธเทวาได้ขายที่ดินส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่โรงพยาบาลมิชชั่นในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้มีการปรับปรุงบ้านพิษณุโลกเพื่อใช้ในการประชุมผู้นําเอเปค ๒๐๐๓ โดยทาสีอาคารใหม่ทั้งหมด ตกแต่งภายในตึกไทยพันธมิตร ปรับปรุงห้องน้ำและติดตั้งระบบปรับอากาศของเรือนธารกํานัล จัดภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบบ้าน

ปัจจุบันบ้านพิษณุโลกอยู่ในความดูแลของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น ๒๓ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา และได้รับการปรับปรุงมาหลายครั้งในหลาย ๆ รัฐบาล เป็นการบูรณะซ่อมแซมอาคารและประติมากรรมที่ขึ้นทะเบียนไว้ให้มีความสวยงามและทรงคุณค่าต่อการอนุรักษ์และคงทนถาวรยิ่งขึ้น