
คฤหาสน์โบราณรูปทรงแปลกตาหลังนี้ตั้งอยู่บนถนนหลานหลวง เขตดุสิต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดิน ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๕๖ ตารางวา ณ ตําบลสะพานขาว ให้แก่พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) และพระราชทานเงินสําหรับสร้างบ้าน พร้อมทั้งทรงคิดสร้างแปลนและพระราชทานชื่อบ้านนี้ว่า บ้านมนังคศิลา ซึ่งมาจากพระแท่นมนังคศิลา แต่ยังสร้างไม่ทันแล้วเสร็จพระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน คฤหาสน์หลังนี้จึงทําการก่อสร้างโดยนายเอ็ดวาร์ด ฮีลี (Edward Healey) สถาปนิกชาวอังกฤษ ตําแหน่งนายช่างใน กระทรวงธรรมการ เป็นผู้ออกแบบ ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอิงลิช ทิวดอร์ อันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมแพร่หลายในประเทศอังกฤษยุคศตวรรษที่ ๑๖ เน้นรูปแบบลวดลายบนผนัง อาคารภายนอกด้วยลายผนังขัดแตะถือปูนในโครงไม้ จึงเป็นลักษณะเด่นของบ้านมนังคศิลา
บ้านมนังคศิลามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เคยเป็นบ้านพักของมหาดเล็กคนสําคัญ และราชนิกูลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้โอนกรรมสิทธิ์แก่ธนาคารเอเชีย รัฐบาลขอยืมใช้เป็นบ้านพักรับรองอยู่ในความดูแลรักษาของสํานักนายกรัฐมนตรี และใช้เป็นที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล กระทั่งใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้เป็นสํานักงานใหญ่ของพรรคเสรีมนังคศิลา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เกิดรัฐประหารขึ้น พรรคเสรีมนังคศิลาล้มพรรค ทางธนาคารเอเชียจึงขอบ้านมนังคศิลาคืนไปดูแลรักษาต่อ แต่เนื่องจากรัฐบาลมีหุ้นในธนาคารด้วยจึงยังสามารถใช้บ้านหลังนี้รับรองแขกบ้านแขกเมืองเป็นครั้งคราว
พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๓ กระทรวงการคลังได้แสดงความจํานงในการขอพื้นที่ตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยบางขุนพรหมคืน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงขอซื้อบ้านมนังคศิลาจากกระทรวงการคลังเพื่อใช้เป็นที่ตั้งธนาคาร ดังนั้นบ้านมนังคศิลาจึงตกเป็นที่ราชพัสดุของ กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ต่อจากนั้นรัฐบาลขอรับมอบบ้านหลังนี้มาใช้เป็นบ้านรับรองของสํานักนายกรัฐมนตรีตราบถึงปัจจุบัน และในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้รับอนุมัติให้ใช้บ้านมนังคศิลาเป็นที่ทําการนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ลักษณะสถาปัตยกรรม :
บ้านมนังคศิลาในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มอาคารทั้งหมด ๘ หลัง และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ดังนี้
๑) กลุ่มอาคารอนุรักษ์ ประกอบด้วยอาคารทั้งหมด ๘ หลัง ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสําคัญของชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้แก่
- อาคารเรือนรับรอง เป็นอาคาร ๒ ชั้น เชื่อมต่อกับอาคารประธานหรืออาคารหลักทางชั้นบน ส่วนชั้นล่างมีถนนคั่นระหว่างอาคาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนรูปวงกลมเข้าสู่ตัวอาคาร อาคารชั้นล่างมีเฉลียงทางด้านหน้า และด้านข้างขนาบตัวอาคารทั้ง ๒ ด้าน พื้นปูด้วยหินอ่อน มีบันไดขึ้นลงทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง จํานวน ๕ ขั้น ด้านหน้าอาคารตกแต่งด้วยสระน้ำ และประติมากรรมสัมฤทธิ์ศิลปะยุโรป จํานวน ๒ ตัว
- อาคารหลักหรืออาคารประธาน เป็นอาคาร ๒ ชั้นขนาดใหญ่ ก่ออิฐฉาบปูน เชื่อมต่อกับอาคารเรือนรับรอง รูปทรงอาคารเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงกันทั้งชั้นบนและชั้นล่าง มีผนังล้อมรอบ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมทิวดอร์ ซึ่งมีลักษณะสีและลวดลายการตกแต่งอาคาร รวมถึงโครงสร้างอาคารไม้ที่เรียกว่า “Half-Tim bered” และรายละเอียดทางโครงสร้างที่ยื่นคานพื้นออกมาเป็นฐานสําหรับชั้นบนที่เรียกว่า “Jetty” ผสมผสานกับสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี วิถีชีวิต และข้อจํากัดแบบไทย จึงทําให้บ้านมนังคศิลามีรูปแบบเฉพาะขึ้น บ้านมนังคศิลาเป็นแบบอย่างของบ้านที่นิยมในหมู่ผู้มีฐานะดีในขณะนั้น เนื่องจากมีขนาดใหญ่ โอ่อ่า และวิจิตรงดงาม
- อาคารที่ทําการสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ๑ ตั้งอยู่ทางด้านขวาของบ้านมนังคศิลา เป็นลักษณะแบบยุโรป ๒ ชั้น มีบันไดหินอ่อนเข้าสู่ตัวอาคาร ๓ ชั้น ภายในแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ ชั้นล่าง ๓ ห้อง ชั้นบน ๒ ห้อง ปัจจุบันอาคารหลังนี้ใช้เป็นที่ทําการของผู้บริหารสํานักงานและห้องประชุม
- อาคารศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้าน อาคารย่อม ๒ ชั้น ถูกใช้สอยเป็นที่ทําการของสภาสตรีแห่งชาติเช่นเดียวกัน ชั้นล่างใช้เป็นสถานที่อบรมกลุ่มแม่บ้าน ส่วนชั้นบนเป็นห้องสมุดของสํานักงาน
๒) กลุ่มอาคารประกอบอื่น ๆ ที่กระจายในอาณาบริเวณค่อนไปทางด้านหลัง มีด้วยกัน ๔ หลัง คือ
- อาคารประชุมมนังคศิลา ตั้งอยู่ทางด้านหลังของอาคารหลัก
- อาคารที่ทําการสภาสตรีแห่งชาติ เป็นอาคาร ๒ ชั้นขนาดเล็ก ตั้งอยู่ด้านหลังของอาคารที่ทําการสภาสตรีแห่งชาติ ๑
- อาคารที่ทําการมูลนิธิสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของอาคารหลัก เป็นอาคาร ๒ ชั้น รูปแบบการก่อสร้างเหมือนกันกับอาคารสภาสตรีแห่งชาติ ๒
- เรือนแถว เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น ปัจจุบันเป็นบ้านพักอาศัยของเจ้าหน้าที่สังกัดสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ฝีมือช่างในการก่อสร้างบ้านมนังคศิลานั้นถือได้ว่ามีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปและไทยได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของช่างโดยแท้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ บ้านมนังคศิลาได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์